ข้ามไปยังเนื้อหา
SoundsMeter

เดซิเบล (dB) คืออะไร? ระดับเสียงเดซิเบลที่ควรรู้

ตัวเลขเดซิเบลทำให้เสียงที่เรารู้สึกว่าเบา ดัง หรือดังเกินไป กลายเป็นค่าที่เปรียบเทียบได้ แต่การอ่าน dB ให้ถูกต้องต้องเข้าใจสเกลลอการิทึม dB(A) เวลาในการรับเสียง และวิธีวัดที่สม่ำเสมอ

อัปเดต· 13นาทีในการอ่าน

เดซิเบล (dB) คือหน่วยที่ใช้บอกระดับเสียงบนสเกลลอการิทึม ไม่ใช่การนับแบบเส้นตรง เสียงเพิ่ม 10 dB มีพลังงานเสียงมากขึ้น 10 เท่า และมักฟังดูดังขึ้นประมาณสองเท่า การวัดระดับเสียงจึงต้องดูทั้งค่า dB, dB(A), ระยะเวลา และตำแหน่งวัด.

เดซิเบลคืออะไร?

เดซิเบลเป็นวิธีบอก “อัตราส่วน” มากกว่าหน่วยธรรมดาแบบเมตรหรือกิโลกรัม ในงานเสียงในอากาศ ค่าที่เราเห็นเป็น dB มักหมายถึงระดับความดันเสียง หรือ sound pressure level เทียบกับค่าอ้างอิง 20 ไมโครปาสกาล ซึ่งใกล้กับขีดเริ่มต้นการได้ยินของมนุษย์ที่ความถี่กลาง

เหตุผลที่ต้องใช้เดซิเบลคือช่วงของเสียงกว้างมาก เสียงกระซิบ เสียงสนทนา เครื่องดูดฝุ่น คอนเสิร์ต และไซเรนมีความดันเสียงต่างกันมหาศาล ถ้าใช้สเกลเส้นตรง ตัวเลขจะยาวและอ่านยาก สเกล dB จึงบีบช่วงใหญ่นั้นให้กลายเป็นตัวเลขที่ใช้จริงได้ เช่น 30, 60, 85 หรือ 100 dB

เมื่อใช้ เครื่องวัดเสียงออนไลน์ ตัวเลขที่เห็นมาจากไมโครโฟนของอุปกรณ์และการประมวลผลในเบราว์เซอร์ ค่านั้นมีประโยชน์เมื่อรู้ว่าเลือกการถ่วงน้ำหนักอะไร วัดนานแค่ไหน และวางไมโครโฟนตรงไหน

สเกลลอการิทึม: ทำไม +3 dB และ +10 dB จึงสำคัญ

เดซิเบลไม่บวกกันเหมือนเลขปกติ เสียง 60 dB สองแหล่งพร้อมกันไม่ได้กลายเป็น 120 dB แต่จะอยู่ประมาณ 63 dB เพราะการเพิ่มแหล่งเสียงเท่ากันหนึ่งเท่าคือพลังงานเพิ่มสองเท่า หรือประมาณ +3 dB

กฎจำง่ายมีดังนี้:

การเปลี่ยนแปลง ความหมายเชิงพลังงาน ความหมายที่มักรู้สึกได้
+1 dB เพิ่มเล็กน้อย หลายสถานการณ์แทบแยกไม่ออก
+3 dB พลังงานเสียงเพิ่มเป็น 2 เท่า เครื่องวัดเห็นชัด แต่หูอาจรู้สึกเพิ่มไม่มาก
+6 dB พลังงานเพิ่มประมาณ 4 เท่า ใกล้เคียงผลจากการลดระยะห่างลงครึ่งหนึ่งในที่โล่ง
+10 dB พลังงานเพิ่ม 10 เท่า มักรับรู้ว่าดังขึ้นประมาณ 2 เท่า
+20 dB พลังงานเพิ่ม 100 เท่า ต่างกันมากในชีวิตจริง

เพราะสเกลเป็นลอการิทึม ค่าเพิ่มเล็ก ๆ จึงมีผลกับความปลอดภัยในการรับเสียง ตัวอย่างเช่นแนวทาง NIOSH ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 3 dB: ถ้า 85 dB(A) รับได้ 8 ชั่วโมง 88 dB(A) จะเหลือ 4 ชั่วโมง และ 91 dB(A) เหลือ 2 ชั่วโมง

dB, dB(A), dB(C) และ dB(Z) ต่างกันอย่างไร

คำว่า dB อย่างเดียวไม่ครบเสมอไป เพราะเครื่องวัดระดับเสียงอาจใช้การถ่วงน้ำหนักความถี่ต่างกัน การถ่วงน้ำหนักคือฟิลเตอร์ที่ปรับค่าตามความถี่ของเสียง

dB(A) หรือ A-weighting เป็นค่าที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับเสียงสิ่งแวดล้อม เสียงเดซิเบลในที่ทำงาน และการประเมินความรบกวน เพราะปรับให้ใกล้กับความไวของหูมนุษย์ในระดับเสียงทั่วไป

dB(C) เก็บเสียงความถี่ต่ำได้มากกว่า เหมาะเมื่อมีเบสจากลำโพง เครื่องจักร หรือเสียงดังมากที่อยากดูพลังงานย่านต่ำและพีค ส่วน dB(Z) เป็นการตอบสนองแบบแบนในขอบเขตของเครื่องมือ ใช้เมื่ออยากเห็นสัญญาณที่ไม่ผ่านการถ่วงน้ำหนักแบบ A หรือ C

ดังนั้นถ้าถามว่า “เสียงนี้กี่เดซิเบล” คำตอบที่ดีควรเป็นเช่น “62 dB(A), Slow, Leq 10 นาที” ไม่ใช่แค่ “62 dB”

ตารางเสียงเดซิเบลในชีวิตประจำวันและเวลาที่ปลอดภัย

ตารางนี้เป็นค่าประมาณเพื่อเทียบภาพรวม ไม่ใช่ค่าตายตัว เพราะระยะห่าง ห้อง แหล่งเสียง และเครื่องวัดทำให้ตัวเลขเปลี่ยนได้ คอลัมน์เวลาที่ปลอดภัยอ้างอิงแนวคิดของ NIOSH สำหรับเสียงต่อเนื่อง: 85 dB(A) = 8 ชั่วโมง และเวลาลดลงครึ่งหนึ่งทุก +3 dB

เสียงเดซิเบลที่พบบ่อย ระดับโดยประมาณ เวลารับเสียงตามแนวทาง NIOSH
ใบไม้ไหว หายใจเบา ๆ 10–20 dB ไม่ใช่ระดับเสี่ยงทั่วไป
ห้องนอนเงียบตอนกลางคืน 25–35 dB ไม่ใช่ระดับเสี่ยงทั่วไป
ห้องสมุด บ้านเงียบ 35–45 dB ไม่ใช่ระดับเสี่ยงทั่วไป
สำนักงานเงียบ ฝนตกปานกลาง 45–55 dB ไม่ใช่ระดับเสี่ยงทั่วไป
การสนทนาปกติ 55–65 dB ไม่ใช่ระดับเสี่ยงทั่วไป
ถนนในเมือง รถผ่านใกล้ ๆ 70–80 dB มักยังไม่ถึงเกณฑ์ 85 dB แต่ฟังนานแล้วล้าได้
เครื่องดูดฝุ่น เครื่องปั่น ไดร์เป่าผม 80–88 dB 85 dB = 8 ชม.; 88 dB = 4 ชม.
รถจักรยานยนต์ใกล้ เครื่องตัดหญ้า 88–94 dB 91 dB = 2 ชม.; 94 dB = 1 ชม.
สว่าน คอนเสิร์ตบางตำแหน่ง คลาสฟิตเนสดัง 95–100 dB 97 dB ≈ 30 นาที; 100 dB = 15 นาที
เครื่องเจาะคอนกรีต เลื่อยยนต์ ไซเรนใกล้ 100–110 dB 100 dB = 15 นาที; สูงกว่านี้ควรลดเวลาอย่างมาก
พลุใกล้ ปืน เสียงกระแทกแรง 120 dB ขึ้นไป อาจเสี่ยงทันที ต้องป้องกันหูและเพิ่มระยะห่าง

ถ้าต้องการดูระดับอื่น ๆ แบบละเอียด อ่าน ตารางเดซิเบล, ระดับ dB ที่พบบ่อย หรือหน้า 85 dB ดังแค่ไหน

มาตรฐานเสียงในไทยที่ควรรู้

สำหรับเสียงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย มาตรฐานทั่วไปที่มักอ้างอิงคือ ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) เรื่องกำหนดมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป ซึ่งกำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง (Leq 24 h) ไม่เกิน 70 dB(A) และค่าระดับเสียงสูงสุด (Lmax) ไม่เกิน 115 dB(A) สำหรับเสียงทั่วไปตามวิธีวัดที่กำหนด

สำหรับสถานที่ทำงาน กฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง รวมถึงประกาศที่ปรับปรุงภายหลัง ใช้ค่าอ้างอิงสำคัญคือการรับเสียงเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเวลา 8 ชั่วโมงที่ 85 dB(A) ในการจัดการความเสี่ยงเสียงดัง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรถูกนำไปใช้ตัดสินคดีหรือออกข้อสรุปทางกฎหมายจากโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว การวัดทางราชการหรือทางอาชีวอนามัยต้องดูวิธีวัด ระยะเวลา ตำแหน่ง เครื่องมือที่ผ่านการสอบเทียบ และข้อกำหนดฉบับล่าสุดเสมอ โทรศัพท์เหมาะกับการสำรวจเบื้องต้นและบันทึกสถานการณ์ก่อนปรึกษาผู้เกี่ยวข้อง

วิธีวัดระดับเสียงด้วยโทรศัพท์

ถ้าต้องการวัดระดับเสียงอย่างเป็นระบบ ให้ใช้โทรศัพท์เหมือนเป็นเครื่องมือวัด ไม่ใช่ถือเดินไปมาแล้วอ่านค่าที่สูงที่สุดเพียงครั้งเดียว

  1. เปิด เครื่องวัดระดับเสียงออนไลน์
  2. อนุญาตให้เบราว์เซอร์ใช้ไมโครโฟน
  3. เลือก A-weighting สำหรับเสียงสิ่งแวดล้อมทั่วไป
  4. เลือก Slow ถ้าเสียงค่อนข้างนิ่ง หรือ Fast ถ้าเสียงเปลี่ยนเร็ว
  5. วางโทรศัพท์สูงประมาณ 1.2–1.5 เมตร และห่างผนังหรือพื้นผิวสะท้อนเสียงอย่างน้อย 1 เมตรถ้าทำได้
  6. วัดอย่างน้อย 1–3 นาทีสำหรับเสียงคงที่ และ 10–15 นาทีสำหรับเสียงที่ขึ้นลง เช่น การจราจร เพลง หรือเสียงข้างบ้าน
  7. จด Leq, Max, Peak, เวลา สถานที่ และการตั้งค่า

SoundsMeter แสดงค่าปัจจุบัน Min, Avg (Leq), Max และ Peak พร้อมไทม์ไลน์ สเปกตรัม octave-band การปรับเทียบต่อไมโครโฟน การส่งออก CSV ภาพ snapshot แชร์ และโหมดเต็มหน้าจอ เสียงถูกวิเคราะห์บนอุปกรณ์ของคุณ ไม่ถูกบันทึกหรืออัปโหลด

เครื่องวัดเสียงเดซิเบลในโทรศัพท์แม่นยำแค่ไหน

โทรศัพท์สมัยใหม่ให้ภาพรวมที่ดี แต่ไมโครโฟนถูกออกแบบมาเพื่อเสียงพูด โทรศัพท์ และวิดีโอ ไม่ใช่เครื่องวัดระดับเสียงมาตรฐาน IEC 61672 แบบ Class 1 หรือ Class 2

ค่าที่ควรคาดหวังคือ โทรศัพท์ที่ยังไม่ปรับเทียบมักคลาดเคลื่อนประมาณ ±3–7 dB ในช่วง 40–90 dB หลังปรับเทียบกับเครื่องวัดอ้างอิง เสียงคงที่อาจดีขึ้นเป็นประมาณ ±1–2 dB ต่ำกว่าประมาณ 30 dB ไมโครโฟนจะเจอข้อจำกัดจากเสียงรบกวนของตัวเอง และสูงกว่าประมาณ 110 dB สัญญาณอาจ clipping จนอ่านต่ำกว่าจริง

การปรับเทียบช่วยได้มาก วางโทรศัพท์ข้างเครื่องวัดอ้างอิง เลือกการตั้งค่าเดียวกัน รอให้ค่าเสถียร แล้วกรอกค่าจากเครื่องอ้างอิงในหน้าปรับเทียบและกดปรับให้ตรงตอนนี้ ค่าชดเชยจะถูกบันทึกแยกตามไมโครโฟน ถ้าเปลี่ยนไมโครโฟนหรืออุปกรณ์ ควรปรับเทียบใหม่

บน iPhone และ iPad ระบบ iOS อาจมีการประมวลผลเสียงบางอย่างที่ปิดไม่ได้ทั้งหมด จึงควรใช้เครื่องเดิม วางตำแหน่งเดิม และปรับเทียบเมื่อผลลัพธ์มีความสำคัญ

วิธีใช้ตัวเลข dB เพื่อป้องกันการได้ยิน

ตัวเลขเดซิเบลมีประโยชน์ที่สุดเมื่อทำให้คุณตัดสินใจได้เร็วขึ้น เสียงดังไม่จำเป็นต้องเจ็บหูทันทีจึงจะเสี่ยง การรับเสียง 85–100 dB นานพอสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินได้

แนวทางง่าย ๆ:

  • ถ้าต้องตะโกนเพื่อคุยกับคนที่อยู่ห่างประมาณหนึ่งช่วงแขน เสียงมักดังพอให้ระวัง
  • ที่ 85 dB(A) ให้คิดเป็นระดับเริ่มจัดการเวลา ไม่ใช่เส้นแบ่งปลอดภัยตลอดไป
  • ที่ 94 dB(A) แนวทาง NIOSH เหลือประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน
  • ที่ 100 dB(A) เหลือประมาณ 15 นาทีต่อวัน
  • เพิ่มระยะห่างจากลำโพง เครื่องมือ หรือแหล่งเสียงทุกครั้งที่ทำได้
  • ใช้ที่อุดหูหรือครอบหูลดเสียงเมื่ออยู่กับเสียงดังเป็นประจำ

ถ้าคุณต้องวัดเสียงในบ้าน โรงเรียน หรือพื้นที่สาธารณะ ให้เริ่มจาก หน้าเครื่องวัดเสียง, เทียบกับตารางในหน้านี้ แล้วเก็บบันทึกแบบมีบริบท ดูคู่มืออื่น ๆ ได้ที่ ศูนย์คู่มือ

คำถามที่พบบ่อย

เดซิเบลคืออะไร?

เดซิเบล หรือ dB เป็นหน่วยแบบลอการิทึมที่ใช้บอกอัตราส่วนของระดับเสียง ในงานเสียงรอบตัวมักหมายถึงระดับความดันเสียงเมื่อเทียบกับค่าอ้างอิง 20 ไมโครปาสกาลในอากาศ

dB กับ dB(A) ต่างกันอย่างไร?

dB เป็นคำกว้าง ๆ ของเดซิเบล ส่วน dB(A) คือค่าที่ผ่านการถ่วงน้ำหนัก A เพื่อให้ใกล้กับความไวของหูมนุษย์ จึงใช้บ่อยในเสียงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำงาน

เสียงเพิ่ม 10 dB แปลว่าดังขึ้นสองเท่าหรือไม่?

ในเชิงพลังงาน เสียงเพิ่ม 10 dB คือพลังงานเสียงมากขึ้น 10 เท่า แต่ในความรู้สึกของคน มักรับรู้คร่าว ๆ ว่าดังขึ้นประมาณสองเท่า ขึ้นกับความถี่และบริบทด้วย

ใช้โทรศัพท์วัดระดับเสียงได้ไหม?

ใช้ได้สำหรับการประเมินทั่วไป โดยเฉพาะช่วงประมาณ 40–90 dB หากวางตำแหน่งดีและปรับเทียบกับเครื่องอ้างอิง ค่าจะมีประโยชน์มากขึ้น แต่ไม่แทนเครื่องวัดมาตรฐานสำหรับงานทางกฎหมาย

ระดับเสียงเท่าไรเริ่มเสี่ยงต่อการได้ยิน?

แนวทาง NIOSH ใช้ 85 dB(A) เป็น 8 ชั่วโมงต่อวัน และลดเวลาลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ 3 dB ที่เพิ่มขึ้น หากเสียงดังมาก ควรลดเวลา เพิ่มระยะห่าง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันหู

วัดเสียงรอบตัวคุณตอนนี้

เป็นส่วนตัว 100% เสียงถูกวิเคราะห์บนอุปกรณ์ของคุณ และไม่เคยถูกบันทึกหรืออัปโหลด

เปิดเครื่องวัดเสียง